วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

สถาปนิก Idol รุ่นพี่ลาดกระบัง พี่แต๊ก พณชาติ พึ่งเกษม


งานไม้สดเมื่อครั้งที่ผ่านมา ที่ตอนนั้นรุ่นเราเป็นรุ่นจัด ..ได้มีโครหัสออกไปเป็นพิธีกร พูดไปพูดมา เลยแนะนำไปว่าเป็นรหัส 30 ซึ่งตอนนั้นก็หารู้ไม่ ว่า มี พี่รหัส 30 ที่เป็นรุ่นพี่กว่าพวกเรา ร่วม 10 ปีอยู่ในงานด้วย กระทั้งพี่เขาเรียก เพื่อน ให้ไปหา แล้วก็เรียกๆกันมา...แนะนำตัวเอง..กัน ถึงได้รู้ว่า อ้อ นี่คือพี่ เรานี่เอง
          วันนั้น คือวันแรกที่ได้รู้จักพี่แต๊ก ที่ได้พูดคุยพอหอมปากหอมคอ...ชายหนุ่มใสแว่นท่าทางเหมือนจะโหดแต่ใจดี..คนนี้ และได้เจออีกครั้งเมื่อมีเลี้ยงรหัสกัน วันนั้นพวกเรายกกันไปเยอะที่สุด ทำเอา พี่ปอ และพี่แต๊กตกใจเล็กน้อย (ทำไมน้องเยอะอย่างนี้) ...นั้นเป็นอีกครั้งที่ได้เจอพี่แต๊ก และก็ได้เจอกันอยู่เรื่อยทาง facebook  นั้นเอง
          และเมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เองพี่แต๊กได้เข้ามาที่คณะ เพื่อมาดูงานที่ office พี่ได้ออกแบบ นั้นคือ หอประชุมใหญ่ที่ กำลังสร้างอยู่นั้นเอง รวมถึง ได้มาเป็น guest ในวันจูรี่ให้กับกลุ่มตรวจแบบดีไซน์ ปี 3 ของ อาจารย์ออม  วันนั้นพี่แต๊กยุ่งเลยได้มีโอกาศพูดคุยกันเล็กน้อยเพื่อสัมภาษณ์....นับเป็นโอกาสดีที่เดียว





เข็ม : ขอทราบประวัติส่วนตัวพี่แต๊กเล็กน้อย...เรียนจบปีไหน ไปต่อโท ที่ไหน ทำงานอะไรที่ไหน...ลักษณะงานการปฏิบัติวิชาชีพ ทำอะไร?


พี่แต๊ก :  ชื่อ พณชาติ พึ่งเกษม รหัส 30 ปีเข้าเรียน  2541 พี่จบตอนปี 2546ส่วนมัธยมศึกษาจากที่  ร.ร.ราชดำริ ปริญญาตรีก็จากที่นี่ เรียนจบก็เป็นสถาปนิกที่บ.ภูมิวุฒิ จำกัด ส่วนตอนนี้เป็น สถาปนิก บ.เรียลเอสเตทแปลนนิ่งคอนซัลแทนส์ จำกัด


เข็ม : จากที่พี่ได้ทำงาน พี่ชอบงานชิ้นไหมมากที่สุดคะ หรือว่า ภูมิใจที่สุด เล่างานชิ้นนั้นให้ฟังหน่อยได้ไหม๊คะ

พี่แต๊ก :  งานที่ประทับใจที่สุดคืองานชิ้นแรกที่ได้ดูแลเอง ออกแบบตั้งแต่เริ่มแรก ดูแลและแก้ปัญหาระหว่างการก่อสร้าง จนกระทั่งการก่อสร้างเสร็จสิ้น
เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น The Address Sukhumvit 42 โดย Asian Property จำกัด(มหาชน)

เข็ม :งานสถาปัตยกรรที่ดีในมุมมองของพี่คืองานแบบไหนค่ะ

พี่แต๊ก :  สถาปัตยกรรมที่ดีคือ สถาปัตยกรรมที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเหมาะสม และ
เช่นบ้านควรอยู่สบาย และตอบสนองตามความต้องการของเจ้าของบ้านทั้งการใช้งานและรสนิยมบางครั้งเราบอกว่าลูกค้ารสนิยมไม่ดี แต่จริงๆไม่ใช่ มันเป็นความชอบของเขา คนที่ต้องอยู่กับมันคือลูกค้า ไม่ใช่เราเพราะฉะนั้นเราควรออกแบบบ้านอย่างที่เขาชอบ ไม่ใช่ยัดเยียดสิ่งที่เราชอบให้ลูกค้า แล้วให้เขาต้องทนอยู่กับมันตลอดไปหรืออาคารที่สร้างเพื่อการพานิชย์ (Commercial) ก็ควรตอบสนองทางด้านความคุ้มค่าของเงินลงทุนต้องตอบโจทย์การขายของลูกค้า เพราะถ้าเราออกแบบให้เขาแล้วโครงการเขาขาดทุนหรือลัมเหลว นั่นแสดงว่าเราทำงานได้ไม่ดีพอ



เข็ม : พี่มีสถาปนิกในดวงใจไหม๊ค่ะ แบบเป็นแรงบัลดาลใจให้กับพี่ ทั้งในไทย และ ต่างประเทศ ....ทำไมถึงชอบคนๆนั้น

พี่แต๊ก :  สถาปนิกที่ชื่นชอบคือ Mies van der Rohe ชอบในปรัชญาการออกแบบสัจจะวัสดุ ทุกอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง Mies เป็นสถาปนิกที่มีความเป็นช่างสูง ใส่ใจในรายละเอียดของงานก่อสร้างมาก ใช้วัสดุตามคุณสมบัติและความเหมาะสมของมันอย่างแท้จริง ซึ่งรายละเอียดคือทุกอย่างของสถาปัตยกรรม


เข็ม
: ข้อคิดที่สำคัญในการ ทำงานของพี่คืออะไรคะ

พี่แต๊ก :  ข้อคิดที่สำคัญคือ ต้องรับผิดชอบงานที่เราดูแลให้เต็มที่ เพราะงานสถาปัตยกรรมเกี่ยวข้องกับผู้ร่วมงานอื่นๆมากมายหลายสาขา
และเราเป็นผู้นำของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงต้องมีความรับผิดชอบสูง ไม่อย่างนั้นงานก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นได้ง่ายๆ
และผลเสียจะเกิดกับเจ้าของโครงการซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น


เข็ม    : อะไรคือสิ่งที่สถาปนิกขาดไม่ได้เลยค่ะ สิ่งที่มัน ต้อง!!

พี่แต๊ก
:  สิ่งที่สถาปนิกขาดไม่ได้คือการแสวงหาความรู้ เพราะทุกอย่างในวงการมีการอัพเดตเพิ่มเติมตลอดเวลาไม่ว่าจะเรื่องเทคนิคการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง แนวทางการออกแบบ ความนิยมของยุคสมัย แนวโน้มเศรษฐกิจ แนวโน้มการตลาด ฯลฯทุกอย่างส่งผลกับการทำงานสถาปัตย์ในทุกๆระดับ


เข็ม    : พี่คิดเห็นอย่างไรกับ จรรยาบรรณวิชาชีพ คิดเห็นอย่างไรกับการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

พี่แต๊ก :  จรรยาบรรณวิชาชีพเป็นเรื่องที่ตั้งขึ้นมาแต่ไม่ค่อยทำตามกันซักเท่าไหร่ เหมือนปากว่าตาขยิบทุกวันนี้สถาปนิกที่ยังยึดมั่นตามกฏจรรยาบรรณวิชาชีพของสภาสถาปนิกน่ายกย่องเป็นอย่างมาก


เข็ม    : ขอ พูดถึงรายยได้นิดนึงค่ะ พี่ว่าสถาปนิกอย่างพวกเราการทำงานกับผลตอบแทน พี่มองว่าคุ้มไหม๊ค่ะ ทั้งรายได้ที่เป็นเงิน รวมถึงคุณภาพชีวิต แล้วเราจะปรับตัวให้ได้ยังไงค่ะ

พี่แต๊ก :  รายได้ของสถาปนิกมีความแตกต่างกันมากมาย ส่วนใหญ่ก็แล้วแต่ความสามารถของคนนั้นๆหากเชี่ยวชาญด้านไหนเป็นพิเศษก็จะเป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถเรียกค่าบริการที่สูงได้แต่หากเป็นพนักงานบริษัททั่วๆไป ก็ไม่ได้แตกต่างจากสาขาวิชาชีพอื่นซักเท่าไหร่แต่สถาปนิกเป็นอาชีพที่ไม่มีต้นทุน เพราะเราใช้สมองในการทำงาน ต้นทุนของเราคือความคิด ไม่เสียเงินเพราะฉะนั้นรายได้ที่ได้รับมาจึงเป็นสิ่งที่เราได้มาโดยใช้ความคิดแลกมา ไม่ต้องลงทุนทางการเงินอะไรหากเทียบกับการประกอบอาชีพทั่วไป

เข็ม : สถาปนิก นี้ ถือว่ารวยไหม๊ค่ะ

พี่แต๊ก :  ถ้าถามว่ารวยหรือไม่ ก็คงตอบไม่ได้ เพราะรวยแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน บางคนมีเป็นล้านก็ยังบอกว่าไม่รวยบางคนมีเงินแสนก็พอใจแล้ว ก็เรียกว่ารวยได้เหมือนกัน



เข็ม
: เวลาที่พี่เดินไปดูงานที่พี่ได้ออกแบบและสร้างจริง ความรู้สึกแรก พี่รู้สึกอย่างไรคะ

พี่แต๊ก :  ความรู้สึกที่เห็นงานออกแบบของเราสร้างเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาคือเหมือนความฝันเป็นจริงเส้นทุกเส้นที่เราขีดเขียนลงไปตอนแรก มันขึ้นมาเป็นอาคารจริงต่อหน้าต่อตา ... ตอนเรียนเขียนมาเยอะแยะแต่มันก็อยู่แค่ในกระดาษแต่ตอนนี้มีคนเป็น 100 มาวิ่งวุ่น หัวหมุน สร้างอาคารที่เราขีดเขียนขึ้นมาอย่างขะมักขะเม้น ... รู้สึกแปลก
ดี


เข็ม : พี่ๆ คิดว่า สถาปนิกรุ่นใหม่ๆ ที่ลาดกระบังผลิตออกมา มีคุณภาพอย่างไร ต้องการให้ภาควิชาปรับปรุงลักษณะบัณฑิต ออกมาให้เป็นอย่างไร?

พี่แต๊ก :  แต่เดิมจุดแข็งของลาดกระบังคือ Construction หรือ Building Technology นั่นแหละแต่ตอนนี้รู้สึกจะเบาๆเรื่องนี้ลงไปเยอะ น่าเสียดายเหมือนกัน เพราะแต่เดิมนี่คือจุดแข็งที่เราเด่นกว่าที่อื่นชนิดหาตัวจับยากและเป็นข้อดีในการออกมาทำงานจริงเมื่อเรียนจบ เพราะไม่ใช่กลุ่มที่เพ้อฝันจนเกินไปนัก


เข็ม : พี่แต๊ก ช่วยเล่าบรรยากาศ สมัยที่เรียน ณ ลาดกระบัง ว่า เรียนกันอย่างไร ใช้ชีวิตและกิจกรรม ในคณะ อย่างไร

พี่แต๊ก :  บรรยากาศในคณะตอนสมัยเรียนก็ไม่มีอะไรมาก เหมือนๆกันกับสมัยนี้แหละ
เพียงแต่ตอนนี้จะสะดวกสบายกว่า ไม่ว่าจะเรื่องการเดินทาง และร้านค้าต่างๆที่มากขึ้นกว่าเดิมเยอะ










เข็ม :ถ้าเกิดพี่ทำงานแล้วมีปัญหา แบบว่า คิดงานไม่ออก หรือ เอางานเสนอลูกค้าแล้ว fail พี่ทำอย่างไร?

พี่แต๊ก :  ถ้าทำงานแล้ว fail มีปัญหา ก็ต้องพยายามหาทางแก้ไข แก้ปัญหาให้เต็มความสามารถก่อนหากไม่ได้จริงๆก็คงต้องพักบ้าง หยุดซักแป๊บ หาอะไรทำแก้เครียด หรือไม่ก็หยุดไปเลย อยู่เฉยๆให้สมองโล่งๆแล้วค่อยกลับมาเริ่มใหม่ เพราะอย่างไรถ้างานที่อยู่ในความรับผิดชอบของเราก็ต้องทำอยู่ดี


เข็ม :ตอนเรียนกับตอนทำงาน พี่ว่า ช่่วงเวลาไหน สนุกกว่ากัน แล้วถ้าให้กลับมาเป็นนักศึกษาอีกพี่จะกลับมาไหม๊

พี่แต๊ก
:  เรียนกับทำงาน แบบไหนสนุกกว่ากันถ้านับสนุก ก็ต้องตอนเป็นนักศึกษาอยู่แล้ว เพราะงานที่ทำมันเป็นการสมมุติการทำงานจริงมันคือเงินจริงๆ ไม่ใช่นึกว่าทำอะไรก็ทำได้แบบตอนเรียนแต่ถ้าให้กลับไปเรียนอีกก็ไม่เอาหรอก เพราะมันผ่านมาแล้ว ชีวิตมันก็ต้องก้าวไปข้างหน้า อยากลองทำงานอื่นๆเพิ่มขึ้นมากกว่า


เข็ม :ถ้าวันนึงพี่รู้สึกเบื่อกับสถาปนิกแบบสุดๆแล้ว อาชีพที่สองที่พี่จะเลือกทำถ้าไม่ได้เป็นสถาปนิกคืออะไรคะ เพราะอะไร

พี่แต๊ก :  ถ้าเบื่อการเป็นสถาปนิกแล้ว ก็คงหาอะไรที่เกี่ยวข้องกับดนตรีหรือศิลปะสาขาไหนซักอย่าง เพราะเป็นสิ่งที่ชื่นชอบอยู่เดิม ก็คงมีความสุขที่จะทำได้ในระยะยาวต่อจากการเป็นสถาปนิก

 

วันนี้ขอบคุณพี่แต๊กมากมายเลยนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

Colonial Style สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล

Colonial Style   

สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล



                              colonial = colony architecture  


สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล  
คือ “ สถาปัตยกรรมที่มาจากการเข้าไปยึดครองของฝรั่ง เกิดเป็นการสร้างบ้านแบบฝรั่งผสมกับท้องถิ่นที่เป็นอาณานิคม


 


 Colonial Style ในต่างประเทศ

                     Colony แปลว่า อาณานิคม เมืองขึ้น หรือหัวเมืองประเทศราช
ส่วน Colonial เป็นคำ adjective แปลว่า เกี่ยวกับอาณานิคม ดัง นั้นคำว่า Colonial Style จึงหมายถึงศิลปะแบบอาณานิคม  ซึ่งในยุคล่าอาณานิคมมหาอำนาจชาวตะวันตก เช่น โปรตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ ได้เข้ามาปลูกสร้างอาคารต่างๆเอาไว้ในเมืองขึ้นของตน สรุปคร่าวๆ ก็คือ Colonial Style เป็นศิลปะแบบตะวันตกชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นในช่วงล่าอาณานิคม ซึ่งพบเห็นได้ในแถบประเทศเพื่อนบ้านของเรา
               แต่สำหรับ “สยาม” เราไม่เคยเป็นอาณานิคมของใคร ถึงกระนั้นสถาปัตยกรรมตะวันตกในยุคนั้นก็เข้ามายังสยามด้วยเหมือนกัน  รูปแบบของสถาปัตยกรรมจึงมีลักษณะผสมผสาน Colonial style ของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน แต่ละพื้นที่จะได้รับอิทธิพลของช่างพื้นถิ่นเข้าไปผสมอยู่ด้วย


Colonial Style ในกรุงเทพฯ

สถาปัตยกรรมรูปแบบโคโลเนียลสไตล์เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เริ่มแพร่ขยาย เข้ามาสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5-6  ซึ่งผู้คนในสมัยนั้นมักจะเรียกกันอย่างติดปากว่า  ”ตึกฝรั่ง”
ซึ่งรูปแบบของอาคารแบบโคโลเนียลนั้นจะมีความหลากหลายตามอิทธิพลที่มาจาก ต่างแหล่งกลุ่มชนกัน  เนื่องจากในเบื้องต้นนั้น รูปแบบโคโลเนียล ก็คือ การนำเอาสถาปัตยกรรมของประเทศแม่ไปก่อสร้างในดินแดนอาณานิคม แล้วจึงค่อยปรับรูปแบบสู่ลักษณะที่สอดคล้องกับความเป็นอยู่ตามสภาพอากาศใน แต่ละพื้นถิ่น  ดังนั้นอาคารรูปแบบนี้จึงสามารถเรียกอีกชื่อได้ว่า เป็น “สถาปัตยกรรมอาณานิคม ”  ดังตัวอย่างอาคารโคโลเนียลหลายหลังที่ยังคงมีลักษณะของอิทธิพลคลาสสิคอยู่ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากกลุ่มโรแมนติค เช่น อาคารที่มีการประดับด้วยลวดลายไม้ฉลุ ที่เรียกกันว่า “เรือนขนมปังขิง”   ซึ่งรูปแบบโคโลเนียลนี้ในช่วงแรกได้เข้ามาพร้อมกับกลุ่มมิชชันนารี ที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในดินแดนอาณานิคมและดินแดนใกล้เคียง จึงสามารถจัดรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบมัชชันนารี ( Mission Style ) ให้เข้าไว้ในกลุ่มนี้ได้ด้วย
เรามักอนุโลมเรียกบ้านเรือนที่ปลูกสร้างโดยชาวตะวันตกในยุคล่าอาณานิคม ว่าเป็น “ศิลปะแบบอาณานิคม” หรือ “อาคารแบบโคโลเนียล” (Colonial Style) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ด้านหน้าของอาคารชั้นล่างมักทำช่องโค้ง (arch) ต่อเนื่องกันเป็นระยะๆ เพื่อให้เกิดการเดินเท้า ที่ภาษาไทยเรียกทับศัพท์ว่า “อาเขต” (arcade) หรือที่ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า “หง่อคาขี่” หมายถึงทางเดินกว้างห้าฟุต
นอกจากอาเขตแล้ว อาคารแบบโคโลเนียลยังอาจนำลวดลายบางอย่างของศิลปะตะวันตกสมัยกรีก โรมัน ที่เรียกว่า “สมัยคลาสสิก” มาใช้ใหม่ เช่น หน้าต่างวงโค้งเกือกม้า หรือหัวเสาแบบโยนิก หรือไอโอนิก (แบบม้วนก้นหอย) และคอรินเทียน (มีใบไม้ขนาดใหญ่ประดับ) เป็นต้น ทำให้นักวิชาการบางท่านซึ่งไม่ชอบคำว่าสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล เพราะมีลักษณะของการกดขี่แฝงอยู่ เลี่ยงมาใช้คำว่า “นีโอคลาสสิก”แทน เนื่องจากเป็นคำกลางๆที่ใช้เรียกงานศิลปะซึ่งนำรูปแบบคลาสสิกกลับมาใช้อีก ครั้ง
รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลสไตล์ มักมีลักษณะเด่นในการออกแบบรูปทรงอาคารดังนี้
1. รูปทรงอาคารเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมแบบสมมาตร (square and symmetrical shape)
2.มีการเน้นประตูทางเข้าที่กึ่งกลางอาคาร (central door)
3. มีการใช้ชุดเสาสูงเป็นแนวรับชายคากว้าง (colonnade) ป้องกันแดด ลม ฝน และเป็นซุ้ม เพื่อเน้นบริเวณทางเข้า-ออก
4. มีการออกแบบแนวเส้นประตูหน้าต่างของบ้านให้เป็นระเบียบในแนวเดียวกัน ผนังส่วนใหญ่เป็นผนังไม้ตีซ้อนเกล็ด สลับไปกับโครงสร้างปูน อาจประดับตกแต่ง ด้วยบัวปูนปั้นรอบชายคา บัวหัวเสา หรือรอบกรอบหน้าต่าง
5. มีระเบียงโดยรอบ
Colonial Style ในกรุงเทพฯ
Colonial Style ในกรุงเทพฯ

“สไตล์โคโลเนียล โดยตัวมันเองก็เป็นการผสมความต่างระหว่างชาติตะวันตกกับท้องถิ่นอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่แถบนี้
ยังมีแอฟริกา จีน และอินเดีย อีกด้วย

ตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่ได้รับอิทธิพล Colonial Style

French colonial ที่ลาว
French colonial ที่เวียตนาม
French colonial ที่กัมพูชา
British Colonial ที่พม่า
ลองมา ดู 1 ตัวอย่างประเทศไกลๆอย่างบราซิล
Paraty หมู่บ้านประวัติศาสตร์เล็ก ๆ บนชายฝั่งประเทศบราซิล เป็นเมืองอาณานิคมของโปรตุเกส

ตัวอย่างอาคาร Colonial Style ในประเทศไทย


1.อาคารที่ทำการของบริติช เคานซิล เชียงใหม่

ประเภทอาคาร : ศูนย์การสอนภาษาอังกฤษ
สถานที่ตั้ง : 198 ถนนบำรุงราษฎร์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50000
ผู้ครอบครอง :   บริติชเคานซิล เช่าจาก คุณชาตรี ชัยมงคล
รางวัล : รางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นจากงานสถาปนิก’ 49 ในการรักษาอาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล
สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ยกย่อง บริติช เคานซิล องค์กรเพื่อโอกาสทางการศึกษาและความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมจากสหราชอาณาจักร ให้อาคารที่ทำการของบริติช เคานซิล เชียงใหม่ ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นจากงานสถาปนิก 49 ในการรักษาอาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2480 ไว้เป็นอย่างดี
บริติช เคานซิล เชียงใหม่ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำปิง ลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้น หลังคามะนิลา รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบโคโลเนียล  อาคารหลังนี้ก่อสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ทราบปี พ.ศ. ที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นช่วง พ.ศ. 2480 เดิมเคยเป็นอาคารที่ทำการธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเชียงใหม่ ซึ่งยังมีหลักฐานคือตู้เซฟ มีตราประทับว่า London Queen Victoria ยังคงอยู่ในอาคาร ต่อมาเมื่อธนาคารได้ย้ายไปอาคารก็ถูกทิ้งร้างไประยะหนึ่ง จนเมื่อ 15 ปีที่แล้ว บริติช เคานซิล ได้เช่าอาคารนี้จากเจ้าของ คือคุณชาตรี ชัยมงคล และได้ใช้เป็นอาคารที่ทำการของบริติช เคานซิล เชียงใหม่ มาจนปัจจุบัน
บริติช เคานซิล ได้ดูแลรักษาอาคารนี้เป็นอย่างดี และได้ออกแบบปรับปรุงอาคารครั้งใหญ่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยมีแนวคิดรักษารูปแบบภายนอกไว้ตามเดิม แต่ตกแต่งปรับปรุงภายในให้ทันสมัยขึ้น และเหมาะสมต่อการใช้สอยในปัจจุบัน

2.ตำหนักริมน้ำ ธนาคารแห่งประเทศไทย

River Pavilion, Bank of Thailand

สถานที่ตั้ง : ธนาคารแห่งประเทศไทย  273 ถนนามเสน  เขตพระนคร กรุงเทพฯ
ผู้ออกแบบ :   นายเอมิลิโอ โจวานนี กอลโล (Emilio Giovanni Gollo) วิศวกรชาวอิตาลี
ผู้ครอบครอง :   ธนาคารแห่งประเทศไทย
ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2457
ตำหนักริมน้ำ  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาโดยก่อสร้างยื่นออกไปในแม่ น้ำ ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในเขตวังเทวะเวสม์  ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ ธนาคารแห่งประเทศไทย  ตัวอาคารเป็นเรือนไม้  รูปแบบสถาปัตยกรรมโคโลเนียล   ผนังตกแต่งด้วยการตีคิ้วไม้แบ่งผนังเป็นช่วงจังหวะ  ตัวเรือนมีหน้าต่างโดย รอบ ด้านทิศเหนือและทิศใต้เป็นระเบียงอยู่หลังช่วงเสาลอยติดตั้งแผงกันแดดเกล็ด ไม้โปร่ง รับด้วยไม้ฉลุตกแต่ง  บรรยากาศของเรือนดูโปร่งสบายและกะทัดรัดสวยงาม
ตามประวัติ  ตำหนักนี้เคยเป็นที่ประทับของพระธิดาพระองค์หนึ่งในสมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ  เสนาบดีพระองค์แรกของกระทรวงการ ต่างประเทศในรัชสมัยพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระธิดาพระองค์ นี้ประชวรเป็นโรคติดต่อจึงได้จัดให้ประทับที่ตำหนักแยกต่างหาก  หลังจาก พระองค์ท่านสิ้นพระชนมม์  เรือนก็ถูกทิ้งร้าง  ต่อมาได้ใช้เป็นทำการกอง มาลาเรียของกระทรางสาธารณสุข  จนปี 2539 จึงได้โอนมาเป็นส่วนหนึ่งของ ธนาคารแห่งประเทศไทย  ซึ่งได้ดำเนินการบูรณะเพื่อใช้เป็นเรือนรับรองและจัด เลี้ยงมาจนปัจจุบัน

3. โบสถ์และสำนักแม่ชีอุรสุลิน โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย

(Ursulin Church and Convent, Mater Dei School)

ประเภทอาคาร : โรงเรียน
สถานที่ตั้ง : ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
ผู้ครอบครอง :   โรงเรียนมาแตร์เดอี
ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2469
โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2469  โดยคุณแม่มารี เบอร์นาร์ด มองแซล ส่วนโบราณสถานสำคัญในบริเวณโรงเรียน คือ โบสถ์และสำนักแม่ชีอุรสุลินนั้น ได้ตั้งอยู่ในที่ดินก่อนแล้วและไม่ทราบประวัติการก่อสร้างหรือเรื่องราว เกี่ยวกับเจ้าของเดิมของอาคารแต่อย่างใด
รูปแบบของอาคารก็มีคุณค่าในตัวเอง โดยลักษณะสถาปัตยกรรมแบบดัทช์โคโลเนียล เป็นอาคารไม้หลังคาจั่ว ช่วงกลางเป็นหอคอยสูง 3 ชั้น และปีกซ้ายเป็นหอคอยสูง 2 ชั้น หลังคามุงกระเบื้อง ที่พิเศษคือหลังคาหอคอยด้านซ้ายมุงกระเบื้องเป็นลวดลายรูปไม้กางเขน หน้าจั่วตกแต่งด้วยไม้ฉลุ     อาคารนี้นับเป็นอาคารหลังแรกของโรงเรียนที่ เคยใช้บางส่วนเป็นห้องนอนนักเรียนประจำ  ปัจจุบันใช้เป็นโบสถ์ เป็นที่พักอาศัยของแม่ชี เป็นห้องพยาบาล และเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ และทรงเคยเป็นนักเรียนที่โรงเรียนนี้ในปี พ.ศ. 2475

4. สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์

(The Dutch Embassy Residence)

ประเภทอาคาร : สถานเอกอัครราชทูต
สถานที่ตั้ง : 106  ถนนวิทยุ  กรุงเทพฯ
ผู้ครอบครอง :   สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์
บ้านพักเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ป็น สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ตัวอาคาร 2 ชั้น หลังคาจั่ว  และมีส่วนหนึ่งเป็นหอคอยสูง 3 ชั้นลักษณะเด่นคือหลังคาที่มีการซ้อนชั้นขึ้นไปในส่วนหอคอย และการตกแต่งด้วยไม้แกะสลักและเสาประดับที่ยอดจั่ว     บ้านหลังนี้เคยเป็น บ้านของนายแพทย์อัลฟองส์ ปัวส์ แพทย์หลวงชาวฝรังเศส ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาใน พ.ศ. 2456 ดร.ปัวส์ได้ย้ายไป พระองค์เจ้าบวรเดชจึงทรงเป็นเจ้าของสืบต่อมา หลังจากนั้นในปี 2476 พระองค์เจ้าบวรเดชได้ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศแต่บ้านยังสืบทอดมาใน สายตระกูลของท่านและเคยใช้เป็นที่อยู่ของบาทหลวงคาทอลิก  เป็นที่ตั้งสมาคม นักเรียนเก่าอังกฤษ  และที่อยู่ของทหารอังกฤษในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2
หลังสงคราม รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ซื้อบ้านหลังนี้ในปี พ.ศ. 2491  เพื่อใช้เป็นบ้านพักเอกอัครราชทูต และเป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านั้นมีเพียงสถานกงสุลมาตลอด

5. สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ

(British Embassy)

ประเภทอาคาร : สถานเอกอัครราชทูต
สถานที่ตั้ง : ถนนวิทยุ  กรุงเทพฯ
ผู้ออกแบบ :   นายวิลเลียม อัลเฟรด เร วูด (William Alfred Rae Wood)
ผู้ครอบครอง :   สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ
ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2469
สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ  ตั้งอยู่ ณ ถนนวิทยุ บนที่ดินที่สถานกงสุลอังกฤษได้ซื้อจากนายเลิศ (พระยาภักดีนรเศรษฐ)  เมื่อปี พ.ศ 2465  จาก นั้นก็ได้ดำเนินการออกแบบอาคารโดย นาย ดับเบิลยู. เอ. อาร์. วูด  รองกงสุล เป็นผู้วางแนวทางในการออกแบบ และ The British Ministry of Worksประเทศอังกฤษ ออกแบบและรายละเอียด
การก่อสร้างอาคารเริ่มในปี 2466 แล้วเสร็จในปี 2469  ในสมัยที่เซอร์ โรเบิร์ต เกรก เป็นกงสุลใหญ่ ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมโคโลเนียลผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขกลาง ที่จั่วมุกกลางประดับตราแผ่นดินอังกฤษ ออกแบบโดยเน้นความโปร่งสบายด้วยหน้าต่างและช่องระบายอากาศ การตกแต่งเป็นปูนปั้น และไม้ฉลุ ภาพรวมดูสง่างาม มั่นคง และภูมิฐาน อาคารนี้ชั้นล่างใช้เป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ชั้นบนเป็นบ้านพักเอกอัครราชทูต  ซึ่งเป็นการใช้สอยที่สืบเนื่องมาตลอด ตั้งแต่แรกสร้างอาคาร

6 หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

( Chiang Mai Hall of Art and Culture)

สถานที่ตั้ง : ถนนพระปกเกล้า  ตำบลศรีภูมิ  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่
ผู้ครอบครอง :   เทศบาลนครเชียงใหม่
ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2467
หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่บริเวณที่เคยเป็นสะดือเมืองครั้งสมัยพญามังราย และเป็นที่ตั้งของเสาอินทขิล ก่อนที่พระเจ้าติโลกราชจะโปรดให้ย้ายเสาอินทขิลไปไว้ที่วัดเจดีย์หลวงต่อมา ในสมัยเจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 ได้ย้ายหอคำมา ณ ที่นี้ เรียกว่า คุ้มกลางเวียง  เมื่อเจ้าอินทวิชยานนท์ถึงแก่พิราลัย  หอคำและที่ดินจึงตก แก่พระราชชายาเจ้าดารารัศมี  ซึ่งต่อมาได้ประทานให้เป็นศาลารัฐบาลหรือที่ทำ การรัฐบาลเคยใช้เป็นศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพ และศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ตามลำดับจนศาลากลางย้ายไปในปี 2539  ต่อมาในปี พ.ศ. 2540  เทศบาลนครเชียงใหม่ได้เข้ามาปรับปรุงเพื่อใช้เป็นหอศิลปวัฒนธรรม
ตัวอาคารก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2467 เป็นอาคารแบบโคโลเนียล  ผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมลานโล่ง 2 ลาน ทางด้านหน้าและลานใหญ่ทางด้านหลัง ทางเข้าอยู่กึ่งกลางด้านหน้า  ภายใต้ส่วนที่เป็นระเบียงยื่นจากชั้นบน เหนือระเบียงนี้เป็นมุขหลังคาจั่วอิทธิพลนีโอปัลลาเดียน  หน้าจั่วประดับตรา ครุฑ  อันสืบเนื่องมาจากการที่อาคารนี้เคยใช้เป็นศาลากลางจังหวัด  หลังคา มุงกระเบื้องว่าว  ภายในอาคารส่วนที่ล้อมลานโล่งทำระเบียงรองทั้ง 2 ชั้น ตัวอาคารตกแต่งด้วยคิ้วบัวปูนปั้น  และราวลูกกรงปูนปั้นแบบเรียบง่าย  แต่ดู สง่างาม ภูมิฐาน     หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเมือง เชียงใหม่ตั้งแต่ก่อนก่อตั้งเมืองจนถึงปัจจุบัน การนำเสนอทันสมัยน่า สนใจ  นับเป็นการประยุกต์ใช้อาคารประวัติศาสตร์ที่ดีได้อีกรูปแบบหนึ่ง

7 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี

(Ubon Ratchathani National Museum)

สถานที่ตั้ง : 318 ถนนเขื่อนธานี ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ครอบครอง :  กรมศิลปากร
ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2461
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำจังหวัดแห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมศิลปากรจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นสถาบันด้านการอนุรักษ์ จัดแสดงและเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น     อาคารพิพิธภัณฑ์นี้เดิม เป็นศาลากลางจังหวัด ก่อสร้างขึ้นเมือ พ.ศ.2461รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวอาคารเป็นแบบโคโลเนียลที่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบนีโอปัลลาเดียน เป็นอาคารชั้นเดียว หลังคาปั้นหยามุงกระเบื้องว่าว หันหน้าทางทิศเหนือ คือหันเข้าหาทุ่งศรีเมืองเน้นทางเข้าที่มุขด้านหน้าซึ่งมีแผงประดับรูปโค้ง ตกแต่งด้วยปูนปั้นมีตัวอักษรปูนปั้นเขียนว่า “ ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี” และมีครุฑประดับที่ส่วนยอด     ต่อมาเมื่อบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น ศาลากลางจังหวัดนี้ก็คับแคบไม่พอเพียงต่อการใช้สอยทางจังหวัดจึงได้ก่อสร้าง ศาลากลางหลังใหม่ขึ้น ณ ด้านตะวันตกของทุ่งศรีเมือง และย้ายที่ทำการไปเมื่อ พ.ศ. 2511 ศาลากลางเก่าจึงได้ใช้เป็นที่ทำการหน่วยงานราชการอื่นๆ จนถึงพ.ศ.2526 นายบุญช่วย ศรีสารคาม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้มอบอาคารศาลากลางเก่านี้แก่กรมศิลปากร เพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำจังหวัด และได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี  ทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี เมื่อวันที่30มิถุนายน 2532

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขานครลำปาง

(พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย)

Commercial Bank Plc, Lampang Branch

(Thai Bank Museum)

 
สถานที่ตั้ง : ถนนฉัตรไชย ตำบลสบตุ๋ย  อำเภอเมือง  จังหวัดลำปาง
ผู้ครอบครอง :  ธนาคารไทยพาณิชย์  จำกัด (มหาชน)
ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2473
รางวัล :  สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้คัดเลือกให้อาคารนี้เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2540
ธนาคารไทยพาณิชย์  สาขานครลำปาง  ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย นั้นเป็นอาคาร 2 ชั้น สถาปัตยกรรมโคโลเนียล ลักษณะเด่นคือมีมุขยื่นด้านหน้ารับด้วยเสาลอยและพื้นที่ชั้นล่างเคยเป็นที่ ทำการธนาคาร ส่วนชั้นบนเป็นที่พักของผู้จัดการสาขา  โดยแบ่งพื้นที่ให้มีผนังเกล็ดไม้โดย รอบเพื่อช่วยในการระบายอากาศและมีระเบียงรอบ     สถานที่นี้มีความสำคัญใน ฐานะที่เป็นธนาคารแห่งแรกในจังหวัดลำปาง และเป็นธนาคารแบงค์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด (ปัจจุบันคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)  สาขาที่ 3 ในประเทศไทย  ต่อจากสาขาทุ่งสงและสาขาเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  โดยดำริของคณะ กรรมการธนาคารดังกล่าว  ซึ่งมีพระยาไชยยศสมบัติเป็นกรรมการ ได้เล็งเห็นว่านครลำปางมีความเจริญรุ่งเรืองทางธุรกิจทั้งด้านการค้าและการ ป่าไม้ แต่ขาดแคลนเงินบาทและเงินเหรียญไทย  ประชาชนต้องใช้เงินรูปีของพม่าซึ่งอยู่ ใต้การปกครองของอังกฤษ  ทำให้เกิดการเสียดุล  ธนาคารจึงได้ก่อสร้างที่ทำการ สาขานครบำปางเมื่อปี พ.ศ.2473 เป็นที่ทำการมาโดยตลอด
นอกจากนี้ยังเคยเป็นที่พักของอดีตผู้จัดการสาขา  บางท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ รู้จักกันดี โดยเฉพาะ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช  ศิลปินแห่งชาติ  สาขาวรรณศิลป์  ก็พักที่นี่ระหว่างที่ ท่านดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาลำปาง     ในปี พ.ศ. 2540 ธนาคารได้ก่อสร้างที่ทำการใหม่ในบริเวณด้านข้างของอาคาร  ส่วนอาคารนี้ ก็ได้ปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย  มีการจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การเงิน การธนาคาร จำลองห้องทำงานธนาคาร ห้องพักผู้จัดการในอดีต  และโดยเฉพาะตัวอาคารเอง ก็เป็นอาคารประวัติศาสตร์

9. บ้านเลขที่ 139 ซอยเทียนเซี้ยง

สถานที่ตั้ง : 139 ซอยเทียนเซี้ยง (สาทร 7) ถนนสาทรใต้ เขตสาทร กรุงเทพฯ
ผู้ครอบครอง :  นายเกษม จาติกวณิช  
ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2453
รางวัล :  อาคารอนุรักษ์ดีเด่น ปีพ.ศ. 2525
บ้านเลขที่ 139 ซอยเทียนเซี้ยง เป็นบ้านของคุณเกษม จาติกวณิช เป็นบ้านไม้สักทั้งหลัง รูปแบบสถาปัตยกรรมสามารถจัดเข้ากลุ่มโคโลเนียล ดำ-ขาว (Black and White House) คือแบบที่ผสมผสานลักษณะพื้นถิ่นเข้ากับสถาปัตยกรรม half-timber ของอังกฤษ โดยใช้โครงไม้สีดำเป็นกรอบของผนังสีขาวแทนส่วนที่เป็นผนังฉาบปูน หลังคามะนิลา หน้าต่างเป็นบานเกล็ดไม้ ลักษณะโดยรวมเรียบง่าย     บ้านหลังนี้ได้สร้างขึ้นด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ที่คุณพระโลหะ (พระยาพิษณุแสน) ซื้อเลหลังมาจากบริษัท บอมเบย์เบอร์มา  เพื่อสร้างเป็นที่พักอาศัยในราว พ.ศ. 2453 ต่อมาได้ขายบ้านหลังนี้ให้กับพระยาอธิกรณ์ประกาศ บิดาของคุณเกษม จาติกวณิช และได้ต่อเติมเฉลียงในช่วงนั้น ส่วนหลังคาบ้านเดิมเป็นกระเบื้องว่าว แต่ในคราวซ่อมแซมบ้านปี 2533ได้เปลี่ยนเป็นกระเบื้องลอน

10. บ้านพักเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส

(French Embassy Residence)

สถานที่ตั้ง : ซอยโรงภาษี  ถนนเจริญกรุง  กรุงเทพฯ
ผู้ครอบครอง    :  สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส
ปีที่สร้าง : ช่วงรัชการที่ 4
 
บ้านพักเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส  เป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล  ตั้งอยู่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตัวอาคารโครงสร้างไม้สูง 3 ชั้น มีมุขหน้า สูง 2 ชั้นและมีบันได้ทางขึ้นจากภายนอกทาง 2 ปีกของมุข ที่จั่วมุขประดับอักษรย่อ fr  หมายถึง Franace(ประเทศฝรั่งเศส)  ชายคาตกแต่งด้วยลูกไม้และไม้แกะสลักค่อน ข้างเรียบง่าย ดูโปร่งสบายด้วยระเบียงที่มีอยู่ทุกชั้น  รูปทรงและราย ละเอียดต่างๆ ทำให้อาคารดูเป็นกันเองและน่าอยู่      ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับเวลาก่อสร้าง อาคารที่แน่นอน แต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ราว พ.ศ. 2400  บ้านหลังนี้ก็เป็นที่อยู่ของกงสุลฝรั่งเศสอยู่แล้ว สันนิษฐานว่าอาจเป็นบ้านหลวงที่อนุญาตให้กงสุลพักและต่อมาพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานบ้านและที่ดินให้แก่รัฐบาลฝรั่งเศสอย่าง เป็นทางการในปี พ.ศ. 2418